ศิลปะการถ่ายทอดของครูมืออาชีพ

                  การปฏิรูปการศึกษาปรับเปลี่ยนโฉมหน้าใหม่ไปสู่การอบรมให้ผู้เรียนเกิดความรู้คู่คุณธรรมและจัดการศึกษาให้มีคุณภาพสูง เพื่อพัฒนาคนไทย ให้เป็นคนดี เป็นคนเก่งและมีความสุขในชีวิต มีความสามารถทางสติปัญญา IQ (Intelligence Quotient) มีความฉลาดทางอารมณ์ EQ (Emotional Quotient) และมีคุณธรรมจริยธรรม MQ (Moral Quotient) เป็นคนมองกว้าง คิดไกล ใฝ่รู้ คุณภาพผู้เรียนคือ คุณภาพของครู แม้จะมีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามามีบทบาทในการจัดการเรียนรู้ แต่ครูก็ยังมีความสำคัญ ซึ่งนับวันคุณค่าของความเป็นครู ก็ยิ่งมีอิทธิพลต่อการพัฒนาผู้เรียนมากยิ่งขึ้น จิตวิญญาณแห่งความเป็นครูที่มีความรัก ความเมตตาต่อศิษย์อย่างเปี่ยมล้นและด้วยศรัทธาอย่างมั่นคงต่อวิชาชีพครู จึงทำให้สังคมไทยผ่านพ้นวิกฤต ครูสามารถสร้างคนให้เป็นพหูสูตร (ผู้คงแก่เรียน) โดยการฝึกให้ฟังมาก จำได้คล่องปาก เจนใจ ประยุกต์ใช้ได้ ผู้เรียนเรียนรู้อย่างมีความหมายและสนุกในการเรียนรู้ที่เกิดจากศิลปะการถ่ายทอด ซึ่งเป็นทักษะชั้นสูงของครูมืออาชีพ


หลายคนพูดได้ แต่น้อยคนที่จะพูดเป็น

การพูดเป็น คือ การพูดที่มีประโยชน์แก่ผู้พูดและผู้ฟัง การพูดเป็นจึงเป็นการถ่ายทอดความคิด ความรู้จากตัวผู้พูดไปยังผู้ฟัง เพื่อให้ผู้ฟังมีความรู้ความเข้าใจ เกิดความสามารถในอันที่จะปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง และมีทัศนคติในการทำงานร่วมกับผู้อื่น สิ่งที่ผู้พูดควรปฏิบัติ คือ พูดจากใจ จริงใจ มั่นใจ สุดใจ แต่อย่าข่มใจ คนที่พูดเป็นจึงมีลักษณะคนฉลาดเอาปากไว้ที่ใจ คนโง่เอาใจไว้ที่ปาก การใช้ถ้อยคำที่เหมาะสม คือ ยาขนานเอกที่มีประสิทธิภาพสูงสุดซึ่งมนุษย์ใช้อยู่ เพราะผู้ฟังเหมือนผู้เก็บ แต่ผู้พูดเหมือนผู้หว่าน ความสำคัญของการถ่ายทอดของครู คือ ใช้สอนเพื่อให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจ ครูผู้มีความสามารถในการถ่ายทอดนั้น จะต้องฝึกโดยการอาศัยพรแสวงมากกว่าพรสวรรค์


เทคนิคในการถ่ายทอดของครู


ครูผู้ถ่ายทอดจะต้องเสริมสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ โดยช่วยให้ผู้เรียนเกิดความสนใจตั้งแต่เริ่มเพื่อลดช่องว่างระหว่างครูและนักเรียน เป็นการสร้างการมีส่วนร่วมโดยง่าย ซึ่งจะทำให้เรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่าย ผ่อนคลายความตึงเครียด ทำให้ผู้เรียนเกิดความสนใจและติดตามอย่างประทับใจ ครูมืออาชีพจึงควรมีเทคนิคในการถ่ายทอด ซึ่งสมชาติ กิจยรรยง ได้เสนอการถ่ายทอด ไว้ ดังนี้

              1. เทคนิคการสอนบรรยาย ผู้สอนที่จะบรรยายควรใช้เทคนิค 7 ประการ คือ การแสดงทาทางกระตือรือร้น (Enthusiasm) การสร้างความสนใจให้เกิดก่อนจะเริ่มถ่ายทอด โดยบอกวัตถุประสงค์ให้ผู้เรียนรู้ก่อน (Interest) จัดให้มีกิจกรรมต่างๆ ระหว่างการบรรยาย (Activities) การสร้างความสัมพันธ์กับผู้เรียนทุกคน (Contact) สรุปประเด็นสำคัญเมื่อบรรยายจบแต่ละหัวข้อ (Summeries) การแสดงท่าทางในการบรรยาย (Posture) และการบรรยายที่ใช้ระดับเสียงน่าฟังมีเสียงสูงเสียงต่ำบ้างตามจังหวะที่ควรเน้น (Voice Control) หน้าที่ของครูสอนบรรยายจึงควรดึงดูดความสนใจของผู้เรียน แจ้งวัตถุประสงค์การเรียนรู้ แจ้งวิธีการวัดผลประเมินผลให้ผู้เรียนทราบ ขณะบรรยายควรใช้คำถามสังเกตปฏิกิริยาของผู้เรียนตลอดเวลา รับฟังความคิดเห็นของผู้เรียน การบรรยายจะสำเร็จจะต้องย้ำและทำให้ผู้เรียนฝังใจจำแม่นไปนานๆ
              2. เทคนิคการทำให้ผู้เรียนเข้าใจและจำง่าย วิธีที่จะทำให้ผู้เรียนเข้าใจและจำได้ง่าย มี 9 วิธี คือ การใช้ภาพประกอบ การเล่านิทานผูกเป็นเรื่อง ใช้คำย่อเชื่อมสองสิ่งเข้าด้วยกัน ใช้กาพย์ โคลงกลอน ใช้ตารางกราฟ ยกตัวอย่างเรื่องใกล้ตัว สอนเป็นเรื่องลำดับขั้นตอน และกล่าวถึงสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มที่ยกสัญลักษณ์เพื่อส่วนรวมให้เกิดความเข้าใจ
              3. เทคนิคการสร้างอารมณ์ขัน การถ่ายทอดทำให้สนุกสนาน คือ ชื่นบานทั้งผู้พูดและสำราญอุราทั้งคนฟัง การสร้างอารมณ์ขันเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ซึ่งครูมีวิธีการสร้างอารมณ์ขันให้กับผู้เรียน 2 ประการ ดังนี้

               การสร้างอารมณ์ขันโดยการพูด โดยใช้ภาษาเพื่อให้คิด คือ ภาษาที่กำกวมและภาษาต้องตีความ ดังตัวอย่างภาษากำกวม โดยให้ผู้เรียนทายว่า ผู้พูดประกอบอาชีพอะไร เช่น "อ้ากว้างๆ หน่อยคะจะได้สะดวก" คำตอบคือ อาชีพทันตแพทย์ ส่วนภาษาที่ต้องตีความอาจจะพูดหักมุม เช่น เป็ดตัวผู้หมด อาจตีความได้ 2 อย่าง คือ ทั้งหมดเป็นเป็ดตัวผู้ หรือเหลือแค่เป็ดตัวเมีย การพูดเพื่อให้จดจำ อาจจะเป็นคำคล้องจอง เช่น กินข้าวจานแมว อาบน้ำในคู เป็นอยู่อย่างทาส มุ่งมาดความหวัง ทำอย่างตายแล้ว มีแห้วในมือ คือดวงจิตว่าง การพูดเพื่อให้เปรียบเทียบ เช่น ไม้คาดกลัวเจ๊ก เหล็กกลัวฝรั่ง สตางค์กลัวไทย เสนียดจัญไรกลัวพระและมานะกลัวมอญ บางครั้งอาจจะใช้ภาษาต่างถิ่นที่ใกล้เคียงกับภาษาไทย ได้แก่ ภาษาลาว ดังคำว่า ห้องปาด ในภาษาไทยคือ ห้องผ่าตัด หรือ นางบำเรอกำปั่น ในภาษาไทย คือ แอร์โฮสเตส เป็นต้น


               การสร้างอารมณ์ขันด้วยภาษาท่าทาง ส่วนใหญ่จะแสดงออกทางมือ ใบหน้า และบุคลิกส่วนตัว การแสดงออกทางมือ และการใช้มือประกอบการพูด ควรใช้มือสูงกว่าระดับเอว เช่น การใช้มือชูขึ้นเพื่อปลุกเร้าให้ต่อสู้ การหงายฝ่ามือเพื่อให้รู้ว่าต้องถอย สู้ไม่ได้หรือยอมแพ้


เทคนิคการสร้างอารมณ์ขัน มี 5 วิธี คือ

    1. มอองโลกในแง่ดี
    2. มีความแหลมคม จดจำและบันทึก คำพูดหรือประโยคที่ใช้คำแหลมคมทั้งหลาย
    3. สะสมจัดจำประโยค คำพูดที่ดี และสร้างสรรค์
    4. นำมาดัดแปลงแต่งเล็กน้อยเอาไว้ใช้ในการสนทนาปราศรัยกับบุคคลต่างๆ
    5. แสดงถูกกาลเทศะ คือ พูดให้เหมาะสม กับเวลา บุคคล โอกาสและสถานที่

              ข้อควรระวังในการสร้างอารมณ์ขัน คือ อย่าลอกเลียนแบบ อย่าเน้นอารมณ์ขันมากกว่าเนื้อหาสาระ จงหลีกเลี่ยงเรื่องหยาบหรือตลกอนาจาร ที่สำคัญอย่ากระทบผู้เรียน อย่าแตะปมด้อยผู้เรียน

              4. เทคนิคการตั้งคำถาม การถามครูอาจจะถามโดยระบุชื่อผู้ตอบ หรือถามขึ้นลอยๆ เพื่อเน้นหรือสรุปเรื่องสำคัญ เพื่อหยั่งดูว่าผู้เรียนเข้าใจหรือไม่ เทคนิคการถามนักเรียนรายบุคคล ครูต้องตั้งคำถามโดยทอดเวลาให้ผู้ตอบคิดหาคำตอบ และพิจารณาท่าทีของผู้เรียนแล้วจึงชี้คำตอบให้เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กอับอายหรือเสียกำลังใจ การตั้งคำถามให้ทุกคนหาคำตอบควรใช้คำถามว่า ทำไม่ อย่างไร เพราะเหตุใด (จงอธิบาย จองอภิปราย) หลีกเลี่ยงการถามอะไร ใคร ที่ไหน เมื้อไร เมื่อเด็กตอบผิดครูต้องอธิบายและชี้แจงให้เห็นคำตอบที่ถูกต้องให้ได้ ครูต้องถามให้ผู้เรียนนำประสบการณ์เดิมของตนเองออกมาใช้ให้ได้เทคนิคการตั้งคำถามที่ครูต้องตระหนัก ควรมีลักษณะ ดังนี้ ครูตั้งคำถาม นักเรียนตอบ ครูรอคำตอบ นักเรียนตอบ ครูรับรองคำตอบ

              5. เทคนิคการตอบคำถาม ครูที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้เมื่อถูกผู้เรียนถาม ควรชมเชยผู้ถามว่าเป็นคำถามที่ดี และให้ผู้ถามทบทวนคำถามเพื่อครูจะได้มีเวลาคิดหาคำตอบ การตอบคำถามจะต้องตอบให้กับผู้เรียนทุกคน บางครั้งจะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเป็นผู้ตอบร่วมกัน การตอบคำถามของครูจะต้องตรงประเด็น

ศิลปะในการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเรียนรู้

               นอกจากครูจะมีความสามารถในการถ่ายทอดได้ดีแล้ว ครูควรนำสื่อมาสร้างช่องทางการรับรู้ของผู้เรียน จากผลการวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนรู้ ดังนี้ คนทั่วไปสามารถจดจำได้ 10% ของสิ่งที่อ่าน 20% ของสิ่งที่ได้ยิน 30% ของสิ่งที่ได้เห็นและได้ยิน 70% ของสิ่งที่ได้พูดหรือซักถาม 90% ของสิ่งที่เขาพูดขณะปฏิบัติ สิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างประสิทธิภาพในการสื่อสาร ในขณะเดียวกัน การสร้างแรงจูงใจ กระตือรือร้น ร่วมมือที่จะเรียนรู้ มีบรรยากาศดี หลักการเรียนรู้ที่ครูจัดกิจกรรมต้องนำมาใช้คือ การพูดให้เข้าใจ ต้องได้เนื้อหาสาระคละเคล้าสนุก มีการปลุกสมองให้รู้จัดคิด ช่วยพิชิตปัญหา มารู้จักกัน ฉันถูกเสมอ มีข้อเสนอที่ดีมีความสำเร็จ หลักการจัดกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ให้ประสบความสำเร็จ มีดังนี้

สร้างแรงจูงใจ โดยวิธีการถ่ายทอดที่ผสมผสาน

คำนึงความสามารถในการเรียนรู้ โดยปกติเด็กจะสนใจใน 15 นาทีแรกและการเรียนรู้จะลดถอยลงถ้าไม่มีกิจกรรมอื่นแทรก

ต้องคำนึงถึงประสบการณ์ในอดีตของผู้เรียน คนเราชอบฟังเรื่องใกล้ตัวมากกว่าเรื่องไกลตัว

ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางให้เด็กได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

ครูควรสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเองและท้าทาย ครูต้องเป็นกัลยาณมิตรพร้อมสร้างกิจกรรมให้ผู้เรียนอยากรู้อยากลอง ท้าทายหรือประลองฝีมือ มีการแข่งขัน สนุกสนสน

แนะแนวหรือชี้นำมากกว่าการสอน ครูควรเปลี่ยนบทบาทจากผู้บอกมาเป็นพี่เลี่ยง ชี้แนะหรือสรุปมากกว่าสอนแบบจ้ำจี้จ้ำไช

ให้ผู้เรียนมีอิสระในการคิดการทำ โดยครูต้องเขียนขอบเขตตามบทบาทของผู้เรียน เช่น ไม่ตะโกนส่งเสียงดังรบกาวนสมาธิของผู้อื่น

ใช้วิธีสอนที่หลากหลาย เช่น เกม กิจกรรมกลุ่ม บทบาทสมมติ เพลง ทดสอบ รวมทั้งสื่อโสตทัศนูปกรณ์ต่างๆ

ครูควรจัดกิจกรรมให้สัมพันธ์หรือสอดคล้องกับสภาพปัญหาที่เป็นอยู่

การจัดกิจกรรมควรให้ผู้เรียนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที ควรทำให้ผู้เรียนสามารถนำไปประยุกต์ ดัดแปลง ตกแต่ง ทำให้ก้าวหน้า เพื่อประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ

  • ครูมืออาชีพกับการถ่ายทอด

    ครูที่ประสบความสำเร็จกับการถ่ายทอดจะต้องสร้างศรัทธา ทำให้ผู้เรียนรักและไว้วางใจ ครูมืออาชีพจึงควรพัฒนาตนเอง ดังนี้
  • บุคลิกดี ครูต้องมีมาดต้องตา วาจาต้องใจ ภายในต้องเยี่ยม เพราะหากครูมีบุคลิกภาพดีก็มีชัยไปกว่าครึ่ง การยืน การเคลื่อนไหวจะต้องดูกลมกลืนเหมาะสม สิ่งที่เป็นเสน่ห์คือรอยยิ้มครู แสดงภาษาชื่นชมต่อผู้เรียน
  • มีความกระตือรือร้น คล่องแคล่มมั่นใจ
  • สนใจร่วมมือ ครูต้องแสดงความสนใจผู้เรียน ร่วมมือให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จในการเรียนรู้
  • ใช้สื่อการสอน ครูต้องนำส่วนประกอบของร่างกายมาใช้เป็นสื่อการสอน ไม่ว่าจะเป็นตา ได้เห็น ทางปากได้ซักถามพูดคุย ทางหูได้ยิน ทางมือได้ทดลองสัมผัส จะช่วยให้เกิดการเรียนรู้ได้เร็วขึ้น
  • ไม่อ่อนประสบการณ์ ครูต้องแนะแนวทางให้ผู้เรียนจดจำและเรียนรู้ได้เร็ว โดยดัดแปลงแต่งเติมให้เหมะสมกับวัย เนื้อหาของบทเรียน
  • การงานสำเร็จดี ครูที่เด็กอยากเรียนด้วยจะต้องมีความสำเร็จในการพัฒนาผู้เรียน ยิ่งครูส่งเสริมให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จ เกิดความเป็นเลิศ จะทำให้เกิดการยอมรับจากผู้ปกครองมากขึ้น คุณภาพของครูจึงเกิดจากคุณภาพผู้เรียน
  • มีความสามารถในการถ่ายทอด สามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับประสบการณ์เดิมของผู้เรียน โดยใช้รูปภาพ สถานการณ์จริงให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ ประทับใจ บันเทิงใจควบคู่กันไป ซึ่งครูต้องมีเทคนิคและลีลา ภาษาและศิลปะในการแสดงออก
  • ถอดหัวใจผู้เรียน ครูต้องเข้าใจธรรมชาติของผู้เรียน ต้องมีความเป็นกัลยาณมิตร ต้องรู้ว่าผู้เรียนเป็นใคร ชอบอะไร สนใจและมีความถนัดเรื่องใด
  • เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้ ครูต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เรียน มุ่งให้ผู้เรียนเกิดความรู้ (Knowledge) ความเข้าใจ (Understanding) ความถนัด (Skill) ทัศนคติและจริยธรรมที่ดี (Habbit) ครูต้องมีอารมณ์ขันและได้สาระ
  • ไม่หลงตัวเอง ไม่ว่าครูจะมีระยะเวลาในการสอนมายาวนานเพียงใด ก็ต้องเตรียมให้พร้อมตลอดเวลา ครูมืออาชีพจึงควรพัฒนาตนเองให้เกิดพฤติกรรม ดังนี้ คือ ต้องใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือเพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจง่าย ได้เนื้อหา พาสนุกปลุกความคิด พิชิตปัญหา เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรม ทำให้ผู้เรียนเกิดประโยชน์ ไม่เป็นโทษเป็นภัย โดยเสนอแต่สิ่งที่ดีต่อเด็ก

กลยุทธ์การถ่ายทอด

ครูเป็นครูมืออาชีพจะต้องมีทักษะในการถ่ายทอดให้ผู้ฟังชื่นชอบ ครูจึงควรใช้กลยุทธ์ 7 ประการในการประสานใจให้ผู้เรียนยอมรับและปรับพฤติกรรมตามแนวทางของผู้ถ่ายทอด ดังนี้

  1. กลยุทธ์การสร้างความพร้อมของครู ผู้ถ่ายทอดต้องมีความกระตือรือร้น มีชีวิตชีวา พูดพร้อมกับใช้ภาษาท่าทาง แสดงออกอย่างมีศิลปะเตรียมสื่ออุปกรณ์ให้พร้อม ทำการถ่ายทอดแบบเพื่อนเป็นกันเอง
  2. กลยุทธ์เสริมสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ครูต้องบอกประโยชน์ บอกแนวทางในการสอน ตั้งคำถามให้ผู้เรียนคิดติดตาม สิ่งสำคัญครูต้องเปลี่ยนอิริยาบถของผู้เรียน
  3. กลยุทธ์และใช้เทคนิคการถ่ายทอดน่าสนใจโดยให้ผู้เรียนเป็นกลุ่ม การสอดแทรกกิจกรรมที่สนุก และมีบรรยากาศการแข่งขันให้ผู้เรียนได้ประเมินตนเองเพื่อทราบศักยภาพตนเอง
  4. กลยุทธ์ในการสร้างบรรยากาศที่ดีในการถ่ายทอด ครูต้องสร้างความสัมพันธ์กับผู้เรียนทุกคนใช้ศิลปะในการใช้ภาษาท่าทางที่เหมาะสมกับเนื้อหาบางโอกาสก็ใช้อารมณ์ขันช่วยเสริมสร้างบรรยากาศ
  5. กลยุทธ์การถ่ายทอดได้ชัดเจนและเป็นขั้นตอน นำเสนอกิจกรรมเป็นลำดับขั้นตอน จากง่ายไปหายาก ทำการทดสอบผู้เรียนเป็นระยะๆ และสรุปประเด็นเพื่อทำการเสนอแต่ละกิจกรรม
  6. กลยุทธ์กระตุ้นผู้เรียน การพูดของครูต้องใช้เสียงสูงต่ำ พลังเสียงต้องปลุกความสนใจ การตั้งคำถามควรท้าทายผู้ฟัง
  7. กลยุทธ์ในการทำให้ผู้เรียนเข้าใจง่าย และจำง่าย ครูควรใช้ภาพประกอบ ใช้เพลง โคลง กลอน เพื่อสร้างความจดจำ ยกตัวอย่างที่ใกล้ตัวกับผู้เรียนหรือเรื่องที่เกิดขึ้นปัจจุบันทันด่วน ควรให้ผู้เรียนได้ถกเถียงหรือโต้แย้งหาข้อยุติร่วมกัน

               กระแสสังคมโลกที่เปลี่ยนแปลงไป วิทยาการที่มีความเจริญก้าวหน้า โลกแคบลงเป็นโลกไร้พรมแดน คนเรียนรู้ตั้งแต่แรกเกิดจนตาย ทุกคนในโลกล้วนมีโอกาสนำเสนอเรื่องราวผ่านไปยังบุคคลอื่น ครูที่ยิ่งใหญ่ คือ ผู้ดลใจให้เด็กคิด ครูมืออาชีพจึงต้องวางแผนเพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสงสัย ใฝ่รู้ สร้างโอกาสให้เด็กได้ใช้สมองและสองมือ กล่าวคือ มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ฝึกคิด ได้ปฏิบัติเพื่อความสำเร็จ ครูควรยึดคำกล่าวที่ว่า “ถ้าฝาตุ่มยังไม่เปิด ก็อย่าเพิ่งเติมน้ำ” การมีทักษะการถ่ายทอดที่ดีเยี่ยมและเข้าใจธรรมชาติผู้เรียนว่ามีลีลาการเรียนรู้อย่างไร จะส่งผลให้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนบรรลุวัตถุประสงค์ สิ่งสำคัญบุคลิกภาพของครูต้องดึงดูดความสนใจ สร้างแรงจูงใจให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมีความหมาย การเป็นครูเหนือครูจึงอยู่ที่กระบวนการคิดของครูที่มองเป้าหมายไปที่ผู้เรียน ซึ่ง เป็นผลผลิตจากการสอนซึ่งจะสะท้อนผลงานของครู....

โดย โดย พรชัย ภาพันธ์

ที่มาข้อมูล : วิชาการ ปีที่ 11 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2551

  กลับ