การเรียนการสอนในโลก Online

            มนุษย์เกิดมาพร้อมกับการพัฒนาความสามารถที่เห็น เคลื่อนไหว พูดและคิด โดยโปรแกรมพันธุกรรมที่จะพัฒนาความสามารถในหารเห็น เคลื่อนไหว ในขณะที่ปะทะสังสรรค์กับสิ่งแวดล้อม ส่วนความสามารถในการอ่านเป็นงานด้านสติปัญญาที่พัฒนาขึ้นเมื่อ 5,500 ปีผ่านมา ความสามารถของสมองมนุษย์ที่ทำอะไรได้มากขึ้น (Plasticity) กว่าเดิมเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของมนุษย์ เพราะว่าความสามารถนี้เกิดจากการโยงโครงสร้างที่รับผิดชอบ ต้องมองเห็น ได้ยิน รับรู้ และภาษาเข้าด้วยกัน สมองคนที่อ่านภาษาจีนจะได้รับการกระตุ้นบริเวณ Occipital areas มาก ส่วนสมองของคนที่อ่านภาษาอังกฤษจะได้รับการกระตุ้นบริเวณ Temporal and Parietal regions ดังนั้น การเรียนรู้หนังสือจากกระดาษ หรือวัสดุอย่างอื่นจึงเริ่มต้นมาจากวิธีอื่นและก้าวหน้ามาอย่างมากมายจนถึงยุคปัจจุบัน

ถ้าหากเราย้อนยุคกลับไปราว 3,000-4,000 ปี เราจะพบผลงานของมนุษย์โบราณที่วาดภาพลักษณะท่าทาง และการเคลื่อนไหวของคนและสัตว์ไว้ตามผนังถ้ำ แต่การนำภาพเช่นนั้นมาทำเป็นหนังสือ เช่น รายการขำขัน หรือการ์ตูนในหนังสือพิมพ์ หรือหนังสืออ่านเล่นเกิดขึ้นในอเมริการาว ค.ศ.1964 ส่วนการจัดทำเป็นหนังสือภาพประกอบคำบรรยายลักษณะเชิงวิชาการ เช่น ประวัติสุนทรภู่ ประวัติสมเด็จพระนเรศวร หรือวรรณคดีพระอภัยมณี เพิ่งจะปรากฎในท้องตลาดไม่กี่ปีมานี้เอง คำถามที่ครูทุกคนควรจะช่วยกันหาคำตอบ คือ เราจะใช้เอกสารภาพเหล่านี้เป็นส่วนประกอบในการเรียนการสอนได้อย่างไร เพื่อให้เกิดผลดีต่อการเรียนรู้ของเด็ก และการสอนของครูมากที่สุด และก็เป็นหัวข้อการวิจัยของงนักการศึกษา สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน เอกสารเหล่านี้ สามารถจะจัดทำขึ้นเพื่อใช้ในวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ คุณธรรมและศีลธรรมได้ด้วย

คอมพิวเตอร์เป็นเรื่องที่เริ่มต้นตั้งแต่ ค.ศ.1960 แล้ว และพัฒนาเป็นอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้ในห้องเรียนและสถานที่ทำงาน โปรแกรมต่างๆ ได้รับการคิดค้นมาใช้อย่างมากมาย เช่น Google, You tube, Wikipedia เป็นต้น แล้วยังมี search engines ช่วยในการค้นหาสิ่งที่ต้องการค้นท่ามกลางข้อมูลมากมาย ขณะนี้มีดาราใหม่เข้ามาคือ Web 2.0 ที่สามารถให้ผู้ใช้ (User) เข้าไปมีส่วนร่วม (Participation) ดำเนินการร่วม (Collaboration) และเผยแพร่ผลงานของตน (Distribution) ได้ทุกคน ทั้งเก่งและไม่เก่งสามารถเข้าไปเล่นได้ ในส่วนของโรงเรียน ครูสามารถสนับสนุนให้เด็กสร้าง Blogs ของตนเองหรือของโรงเรียนได้

การใช้ Online ของเด็ก

การสำรวจเมื่อ ค.ศ.2007 พบว่าเนื้อหา Digital Content ได้รับการสร้างและเก็บไว้ทั่วโลกประมาณ 161 พันล้าน Gigabytes เทียบได้กับหนังสือ 12 กองวางซ้อนกันจากโลกถึงดวงอาทิตย์หรือประมาณ 6 ตันของหนังสือต่อ 1 คน (Gasser : 2009) สมองของเราสามารถจัดกระทำข้อมูล 12 bits ต่อวิยาที ความจำระยะสั้นของเราแต่ละครั้งจำได้ 7 ตัว/รายการ เนื่องจากเรามีความจำสั้น ดังนั้นจึงมีวิธีจัดกระทำข้อมูลมหาศาลที่เราพบ ดังนี้

  1. ตอบสนองต่อข้อมูลที่เข้าใจง่าย ถ้าข้อมูลมากเกินไปก็จะเลิกสนใจ หรือยากเกินไปจะมองข้าม

  2. การวิจัยการเรียนรู้ในระบบ online พบว่า ผู้ใช้บางคนพิมพ์เนื้อหาที่อ่านออกมาเพื่อไม่อยากวุ่นวายกับเทคโนโลยีและจ้อมูลมากเกินไป

  3. การวิจัยอีกรายการพบว่า ผู้ใช้ข้อมูลมักจะหลีกเลี่ยงข้อมูลมากเกินไปด้วยการจำกัดจำนวน Websites ที่ตนเข้าไป โดยเฉพาะผู้ใช้ที่ไม่ชำนาญ

  4. ผู้ใช้ที่ชำนาญมักจะใช้วิธีการทำลายอย่าง (Multitasking) โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เกิดหลัง ค.ศ.1980 ที่มีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีมากกว่ารุ่นก่อน พวกเขามีความรู้สึกว่าเร็วดี ได้ผลงานเยอะ และไม่ใคร่เครียด
การทำลายอย่างในเวลาเดียวกันมี 2 รูปแบบ คือ ทำสลับกัน (task-switching) ทำไปพร้อมกัน (parallel processing) เช่น อ่านหนังสือและฟังดนตรี กินอาหารและดูโทรทัศน์ การทำงานประเภทนี้จะเพิ่มประสิทธิภาพได้ ถ้าเป็นงานใช้แรงงานประเภทเดียวกัน เช่น ขับรถและพูดโทรศัพท์ อาจจะเป็นอันตรายได้ เพราะใช้คนละทักษะกัน

สอนเด็กให้ใช้ online

คอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทมากมายในการเรียนการสอน ในวงราชการและธุรกิจ เราต้องนิยามศัพท์ อ่านออกเขียนได้ หรือรู้หนังสือ (literacy) กันใหม่ให้หมายถึง การอ่านและเขียนหนังสือแบบเดิม การพูด การฟัง การอ่านหนังสือบนจอ และการนำเสนอทางคอมพิวเตอร์ เช่น PowerPoint เป็นต้น

ในกรณีที่มือใหม่เข้าใช้ internet ควรระวังภาษาที่เปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการเป็นอักษรย่อ หรือตัวย่อแบบขัดหูขัดตาบ้างก็ได้ เช่น 404 = requested document could not be located, OMGS = Oh my god!, btw = by the way, brb = be right back, Teal Deer = too long : didn’t read เป็นต้น แต่เราควรใช้ภาษาที่ถูกต้อง

ครูควรสอนให้เด็กเข้าใจวิธีการใช้ online เพื่อเป็นความรู้เบื้องต้นก่อน แล้วเด็กค้นหาแล้วสร้างประสบการณ์เอง ภายหลัง ดังนี้

  1. เนื่องจากข้อมูลมีมากมาย ดังนั้นครูควรสอนให้เด็กกำหนดวัตถุประสงค์ และคำสำคัญของเรื่องที่ต้องการค้น (Keyword) แล้วใช้ Rss (Really Simple Syndication) หรือ search engines ซึ่งจะพบเรื่องที่เด็กจ้องการจากหลายแหล่ง

  2. ก่อนจะเลือกใช้แหล่งใดควรตรวจสอบความน่าเชื่อถือแหล่งข้อมูล ความแม่นยำของข้อมูล ความสมเหตุสมผล ความสอดคล้องของเนื้อหา โดยเปรียบเทียบกับแหล่งอื่นๆ ตลอดทั้งอ้างอิง และไม่โน้มน้าวให้เชื่ออย่างใดอย่างหนึ่ง

  3. ฝึกให้เด็กเขียนบทความ เรื่องราว นิทานลงใน web ให้เด็กรู้จักสิทธิส่วนบุคคล ลิขสิทธิ์ ความปลอดภัย การลอกเลียน จรรยาบรรณของนักเขียน การสื่อสาร Online และอื่นๆ เด็กอาจเริ่มเขียนให้เพื่ออ่านก่อนแล้วจึงก้าวสู่โลกภายนอก

  4. ฝึกให้เขียนหลายรูปแบบไม่ใช่มีเพียงตัวอักษรเท่านั้น แต่มีกราฟ สถิติ และภาพประกอบด้วย และควรใช้ภาษาที่ถูกต้อง

  5. ฝึกให้เด็กรู้จักกระทำข้อมูลที่ได้รับ สรุป ตัดต่อ วิเคราะห์รวบรวมเพิ่มเติม ให้เข้าเป็นเนื้อหาเดียวกัน ภายใต้หัวข้อใหม่หรือตามวัตถุประสงค์ที่เราต้องการ

  6. รับฟังความคิดเห็นหลากหลายด้วยใจเปิดกว้างจากแหล่งหลายมุมมอง เพื่อเพิ่มเติมความรู้ แนวความคิด และทักษะในการเขียนของตน
การก่อกวน Online

เมื่อเด็กเข้ามามีส่วนร่วมในการใช้คอมพิวเตอร์ เด็กสามารถติดต่อและก้าวไปในโลก Internet อย่างไร้ขอบเขต ในขณะเดียวกันคนไม่ดีก็สามารถใช้ Internet ได้เหมือนกัน ซึ่งเราเรียกว่า Cyber abuse โดยผ่านทาง text messaging, e-mails, chatroom, website เป็นต้น การศึกษาสำรวจประสบการณ์ของเด็กมัธยมต้นของอเมริกา 4,000 คน พบว่า 1% เคยถูก่อกวน 7% เคยกระทำการก่อกวน และถูกกระทำ เด็กได้ข้อมูลต่างๆ ดังนี้
  1. Flamming คือ การส่งข้อความดูถูกเหยียดหยาม ใส่ร้ายและอื่นๆ ทาง e-mail, instant message หรือ text message ผู้เคราะห์ร้ายไม่ควรตอบแต่ save ไว้ให้ผู้ใหญ่หรือครูดู ไม่ว่าผู้ส่งจะเป็นใคร วิธีการติดตามว่ามาจากไหนก็ยังมี

  2. Phising คือ ความพยายามจะค้นข้อมูลส่วนตัวของคุณ โดยกระทำว่ามาจาก site ที่คุณคุ้นเคยหรือไว้ใจ คุณต้องทราบว่า e-mail ของคุณมาจากไหน อย่าให้ข้อมูลของคุณแก่ site ที่ไม่น่าเชื่อถือ

  3. Cyber bullying นี่ก็ เป็นวิธีการดูถูกล้อเลียน เหยียดหยาม ข่มขู่ทาง Internet ซ้ำแล้วซ้ำอีก คุณต้องแจ้งให้พ่อแม่ ครู หรือผู้ใหญ่ที่คุณไว้ใจทราบ คุณไม่ควรพูดคุยทาง Internet กับคนที่คุณไม่รู้จัก

  4. Cyber harassment นี่ก็เป็นการก่อกวน รังควาญ หรือข่มขู่เช่นเดียวกับข้อ 3 แต่มักจะมีผู้ใหญ่เข้ามาเป็นตัวก่อกวน วิธีแก้คือ แจ้งผู้ใหญ่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือผู้ที่เราไว้ใจให้ทราบเพื่อหาทางแก้ไข

  5. Cyber bullying or harassment by proxy คือ อาการที่มีคนพยายามทำให้คุณทำอะไรที่สกปรก ผิดกฎหมาย หรือศีลธรรม หรือต้องการให้คุณมีการโต้ตอบอย่างรุนแรงโดยวิธรการ Online การโต้ตอบของคุณจะเป็นไปตามแผนที่เขาวางไว้ คุณอาจจะเดือดร้อนได้ กรณีนี้คุณไม่ควรตอบกลับ คุณควรแจ้งผู้ใหญ่ ครู คนที่คุ้นเคยไว้ใจหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อหาทางแก้ไข

  6. Online Grooming การหลอกลวง Online ปกติเหยื่อมักจะเป็นเด็กวัยรุ่น หรือสาวซื่อเชื่อคนง่าย หรือ โลภอยากได้อะไรง่ายๆ โดยพยายามสร้างความสัมพันธ์กับคุณ Online ส่งของขวัญ เสนอตัวเป็นที่พึ่งจนกว่าคุณจะหลงกล แล้วก็นัดพบเพื่อจัดการกับคุณ อย่างที่เห็นเป็นข่าวทางหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์มามากมายแล้ว โดยปกติตัวร้ายมักจะเริ่มติดต่อ Online กับคุณด้วยข้อความ
    • คอมพิวเตอร์อยู่ที่ไหนในบ้านคุณ ถ้าเป็นห้องนอนของคุณเขาก็จะยิ่งชอบโอกาสที่ผู้ใหญ่จะล่วงรู้ลดลง
    • พ่อ แม่ ของคุณตรวจสอบคอมพิวเตอร์คุณ พูดคุยกับคุณบ่อบไหม
    • คุณติดต่อผม / ฉันได้เสมอ
    • ผม / ฉันจะรอข่าวสารจากคุณตลอดเวลา
    • คนเหล่านั้น (ใครก็ได้) ทำต่อคุณไม่ดีเลย
    • คุณมีบุคลิกภาพน่ารัก / ดี / เด่น
    • คุณเป็นคนสวย คุณเป็นนางแบบได้นะ เป็นต้น

วิธีการที่คุณจะป้องกันตัวเองจากคนคนเจ้าเล่ห์ หรือหมาป่าประเภทนี้คุณควรจะ

  1. ต้องไม่พูดคุยทาง Online กับคนที่คุณไม่รู้จัก
  2. อย่าให้ข้อมูลส่วนตัวของคุณ Online
  3. อย่า Post ภาพที่ไม่เหมาะสมของใครหรือคุณ Online
  4. อย่าไปพบกับคนที่คุณพูด Online
  5. พูดหรือบอกพ่อแม่ของคุณถ้าเกิดความสงสัยขึ้นมา
  6. คุณต้องใช้ Pass word เพื่อความปลอดภัย และอย่าให้ Pass word แก่ใคร
  7. คุณทำให้พูดอย่างตรงไปตรงมา
  8. อย่า click สิ่งที่อาจจะเป็นจุดหลอกลวง (pop-ups)
  9. ควรไปที่ sites ที่คุณรู้ว่าปลอดภัย
  10. สงสัยตรงไปปรึกษาครู อาจารย์ และผู้ปกครองทันที

บทบาทของโรงเรียน

แม้ว่า Internet จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเรียนการสอนในปัจจุบัน แต่โรงเรียนก็ต้องกระตุ้นให้เด็กรักการอ่านหนังสือดีๆ ชื่นชมความสวยงามของภาษา และวรรณคดี ศิลปะของการเขียนและสามารถสื่อสารได้ด้วยภาษาที่ถูกต้องละมีคุณค่าทั้งด้วยกระดาษและ Online โรงเรียนควรพิจารณาการสอนเสียใหม่ การาสอนไม่ใช่เพียงสอนอ่าน เขียน ฟัง คิด พูด และค้นคว้าเท่านั้น ต้องมองว่าภาษามีอยู่ใน Online ด้วยซึ่งครอบคลุมการอ่าน การนำเสนอ การใช้กราฟ ตาราง แผนภูมิ ภาพและเสียง เป็นต้น ภาษามีอยู่ในหลักสูตรทุกสาขาวิชา เช่น ภาษาของศิลป์ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ คุณธรรม จริยธรรม ประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และกฎหมาย เป็นต้น โรงเรียนต้องใช้สื่อที่เป็นแบบตัวอักษรบนกระดาน หนังสือภาพ หรือการ์ตูน และภาษา Online เข้าด้วยกันแบบบูรณาการ โรงเรียนควรดำเนินการดังนี้

  1. สร้างสถานการณ์ให้เด็กมีโอกาสอ่านและเขียนทั้งโรงเรียน อาจจะเรียกว้าสัปด์ภาษาและวรรณคดีก็ได้ ให้เด็กโตอ่านบทความ โคลงกลอน ให้เด็กเล็กฟัง มีการประกวดโคลงกลอน นิทาน นิยาย บทความ กล่าวสุนทรพจน์ โต้วาที เป็นต้น

  2. จัดตั้ง Chat room หรือ Blog ของโรงเรียนที่เปิดให้เด็กเข้ามาแสดงความคิดเห็น post บทความ และอภิปรายปัญหาต่างๆ โดยครูคอยเป็น Editor เฝ้าระวังให้

  3. จัดบริเวณอ่านในใจ หรือ silent reading ที่เด็กสามารถเข้ามาอ่านหนังสือได้โดยไม่มีเรื่องรบกวน และอาจจะใช้ deep reading Online คือ อ่านจากคอมพิวเตอร์อย่างละเอียดรอบคอบได้ด้วย

  4. กระตุ้นให้ครูศึกษาและสำรวจเครื่องมือ Online ที่ตนชอบแล้วฝึกใช้อย่างคล่องแคล่วเหมือนกับใช้หรืออ่านอักษรบนหนังสือ

  5. ร่วมกับผู้ปกครองตั้งสมาคม หนังสือ และ Online เพื่ออภิปรายหนังสือต่างๆ และรายการต่างๆ Online โดยเด็กเป็นผู้ชมได้

  6. ส่งเสริมให้ครูและนักเรียนจัดบันทึกประจำวัน Online แต่ไม่ควรจะลงเรื่องส่วนตัว

  7. หาครูหรือบุคคลที่เก่งทางเขียน และอ่านหนังสือ Online ให้บรรยายหนังสือที่ดีให้เด็กฟังตลอดทั้งช่วยสอนเด็กอ่าน และเขียน Online และคิดค้นวิธีประเมินการใช้การอ่าน และเขียน Online ของเด็ก

  8. สร้างรูปแบบวรรณกรรมที่ดีทั้งการเขียน อ่านแบบเดิมและ Online พยายามเขียนบทความและแสดงผลงานทั้ง Online และแบบเดิมสร้าง blog หรือ chat room ที่ผู้บริหารหรือครูสามารถสื่อสารกับนักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน หรือผู้บริการกับครูได้

  9. แนะนำผู้ปกครองให้เห็นความสำคัญของการอ่านให้เด็กฟัง หรือส่งเสริมการอ่านของเด็ก
การเรียนการสอน ครูควรบูรณาการทั้งภาษาหนังสือ ภาษาภาพ และการ์ตูน และ Online เข้าด้วยกันโดยครูเป็นผู้ร่วมเรียนแบบ life long learning เทคโนโลยีเป็นเครื่องเสริมปริมาณและคุณภาพของการเรียน เด็กอาจจะติดเกม ติดเล่นคอมพิวเตอร์ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับ Online จะไม่มีความผูกพันที่ดีและอบอุ่นเหมือนกับการพูดคุยและพบกันซึ่งหน้าเหมือนเรียนกับครู ข้อมูลใน Internet มักจะไม่ใคร่ละเอียดและลึกเท่ากับตำรา เด็กค้นได้เร็วแต่ไม่ลึก เด็กชอบค้นมากกว่าลงไปอ่านตำราจริงๆ ครูต้องกระตุ้นให้ค้นมากกว่า 1 แหล่ง

อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ที่เกิดทาง Online ไม่สมารถทดแทนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน อันเป็นพื้นฐานอันหนักแน่นบทบาทของการศึกษา อริสโตเติลเคยกล่าวไว้ส่า "ชีวิตมนุษย์มี 3 ส่วน คือ ชีวิตเพื่องาน ชีวิตเพื่อความสนุกสนานและชีวิตเพื่อความไตร่ตรอง" แต่ประการสุดท้ายเราทำกันน้อยมาก จึงมีการผิดพลาดกันบ่อย ครูควรจะสอนเด็กและไตร่ตรองทุกกิจกรรมที่ตนกระทำ

โดย รศ.ดร.สุรศักดิ์ หลาบมาลา

ที่มาข้อมูล : วารสารการศึกษาไทย ปีที่ 6 ฉบับที่ 55 ประจำเดือนเมษายน 2552
http://www.onec.go.th

  กลับ