สำรวจอี-เลิร์นนิ่งไทย ทำไมไปได้ไม่ ไกลอย่างที่คิด

อี-เลิร์นนิ่ง (E-learning) เป็นสื่อการเรียนการสอนแห่งอนาคตที่รู้จักกันดีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยหลายฝ่ายได้พยายามผลักดันสื่อการเรียนการสอนอิเล็กทรอนิกส์รูปแบบนี้เข้าไว้ในทุกพื้นที่การศึกษา ครอบคลุมการเรียนรู้ของนักเรียนนักศึกษาตั้งแต่วัยเยาว์จนถึงรั้วมหาวิทยาลัยในเกือบทุกกลุ่มสาระที่พอจะแทรกซึมเข้าไปได้

หากช่วงระยะเวลากว่าทศวรรษที่ผ่านมา แม้ว่าความตื่นตัวและกระแสตอบรับเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาจะยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่ในทางปฏิบัติแล้ว คล้ายกับว่าการพัฒนาสื่ออี-เลิร์นนิ่งไม่ได้ก้าวไปตามไปพร้อมกันดังที่ควรจะเป็น และไม่ได้ตอบสนองการเรียนรู้ของเด็กไทยอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเช่นที่ร่างความหวังไว้

“มองว่าตอนนี้เรายังใช้ประโยชน์จากอี-เลิร์นนิ่งได้ไม่ถึง 5% เสียด้วยซ้ำ ยังใช้งานไม่ต่างจากการมีเว็บไซต์ทั่วไป ไม่ได้ใช้สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ ไม่ได้ใช้เป็นพื้นที่เก็บองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ สาเหตุที่ทำให้ก้าวไปไม่ถึงจุดนั้นเป็นเพราะยังต้องพัฒนาแนวคิดอีกมากและพัฒนาไปพร้อมกันทั้งประเทศด้วย อย่างไรก็ตาม
เท่าที่สังเกต ภาครัฐและสถาบันการศึกษาต่างก็มีความตื่นตัวกันมากอยู่แล้วในเรื่องนี้ แต่จะสำเร็จหรือไม่ต้องมาจากความร่วมมือ
ของหลายฝ่าย” น.ส.อุบล สุทธนะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัม ซิสเท็ม จำกัด ผู้พัฒนาสื่อการเรียนการสอนอิเล็กทรอนิกส์ กล่าว

ในฐานะคนในแวดวงธุรกิจอี-เลิร์นนิ่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัม ซิสเท็ม ให้มุมมองว่า ถ้าเทียบกับ 10 ปีที่แล้ว มาถึงตอนนี้นับว่าความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้สื่อการสอนประเภทนี้ดีขึ้น แต่การนำไปใช้ในระดับสถานศึกษา ยังคงต้องอาศัยการ
ให้ความรู้อยู่ เพราะเมื่อลงทุนทำไปแล้วหลายส่วนก็ยังใช้ได้ไม่เต็มที่ ทั้งที่ควรจะได้รับประโยชน์มากกว่านี้ ซึ่งปัญหาอย่างหนึ่งก็คือ เกิดจากการที่คนทำไม่ได้ใช้และคนใช้ไม่ได้ทำนั่นเอง

น.ส.อุบล กล่าวจากประสบการณ์ว่า การศึกษาผ่านอินเทอร์เน็ตของไทยช้ากว่าต่างประเทศมาก อย่างหนึ่งอาจเป็นเพราะวัฒนธรรมหรือธรรมชาตินิสัยของเด็กไทยที่ยังรู้สึกว่าความรู้เป็นเรื่องน่าเบื่อ ยังอยากได้ความรู้แบบฟาสต์ฟู้ดที่ไม่ต้องอาศัยการคิดวิเคราะห์ด้วยตนเองมากนัก จึงต้องมีการปรับตั้งแต่ครูผู้สอนลงมา โดยแนวโน้มคงต้องไปทางความรู้คู่บันเทิง (Edutainment) มากขึ้น พร้อมกันนี้ ในมุมกว้างจะต้องมองการศึกษาในลักษณะที่เป็นโกลบอลคือไร้พรมแดน แล้วช่วยกันผลักดันให้การศึกษาไทยเป็นที่รู้จัก สนับสนุนนักวิชาการที่มีความสามารถให้มีชื่อเสียง เพราะทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าไทยยังคงใช้องค์ความรู้จากต่างชาติเป็นส่วนใหญ่
ดังนั้น แม้จะต้องเหนื่อยอีกมากและใช้เวลานานในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เนื่องจากไทยแทบไม่มีต้นทุนในด้านนี้เลยหรือมีก็
ไม่เคยสร้างมูลค่า ก็ต้องพยายามช่วยกัน โดยใช้อี-เลิร์นนิ่งเป็นเครื่องมือหนึ่งในการสร้างวัฒนธรรมใหม่นี้ เพราะเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างพื้นที่ให้ตนเองในวงการการศึกษาระดับโลกโดยไม่ต้องใช้การลงทุน
ที่มหาศาลแต่อย่างใด

น.ส.พรวลี สายทองคำ ผู้จัดการโครงการด้านการศึกษา บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด แลกเปลี่ยนแนว
คิดว่า อี-เลิร์นนิ่งในประเทศไทยยังต้องมีการพิจารณาอีกพอสมควรตั้งแต่ระดับโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นครูผู้สอนในแง่ของการพัฒนาความรู้ในระบบออนไลน์ และตัวของเด็กนักเรียนเองที่ต้องสร้างความคุ้นเคยกับการหา
ความรู้เพิ่มเติม รู้จักค้นคว้า วิเคราะห์ และสังเคราะห์ด้วยตนเอง ส่วนความพร้อมเรื่องอุปกรณ์หรือโครงสร้างพื้นฐานด้าน
อินเทอร์เน็ตนั้น ไม่น่าจะเป็นปัญหาใหญ่ เพราะหลายโรงเรียนเริ่มมีความพร้อม แต่สิ่งสำคัญคือวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร เช่น การสร้างห้องเรียน คอมพิวเตอร์นั้น ไม่ใช่แค่เพียงใช้เรียนคอมพิวเตอร์แต่ต้องใช้บูรณาการในการเรียนการสอนวิชาอื่นๆ
ได้ด้วย เป็นต้น

สำหรับตัวเนื้อหาสื่อการเรียนการสอนอิเล็กทรอนิกส์เองนั้น ผู้จัดการโครงการด้านการศึกษา บริษัท อินเทล ให้ข้อคิดว่า
ถ้าอี-เลิร์นนิ่ง มีความหมายเพียงแค่ เนื้อหา แบบทดสอบก่อน-หลัง แล้วจบ คงไม่ใช่ และจะกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อในอนาคต แต่ถ้ามีเนื้อหาให้เด็กค้นคว้าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เช่น เว็บไซต์การเรียนรู้ www.skooolthai.net ที่เด็กค้นหาเรื่องหัวใจ แต่ไม่ได้มีเฉพาะข้อมูลทางชีววิทยา หากยังมีเกร็ดความรู้อื่นๆ อาทิ เรื่องของความรัก ประวัติวันวาเลนไทน์ ความเชื่อสมัย
กรีก-โรมันเสริมไปด้วย อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังอยู่ในขั้นกำลังพัฒนา เพิ่งอยู่ในจุดเริ่มต้น สามารถคุยกันได้อีกยาว และเชื่อว่าในแง่นโยบายทุกคนมีวิสัยทัศน์ที่จะก้าวไปข้างหน้า และกระทรวงศึกษาธิการก็มีการให้ความสำคัญและพยายามผลักดันอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว

ตัวแทนจากเอกชนด้านเทคโนโลยีที่เข้ามาคลุกคลีในวงการการศึกษาผู้นี้ ฝากถึงแนวทางการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนอิเล็กทรอนิกส์เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยด้วยว่า กุญแจแห่งความสำเร็จนั้นมีอยู่หลายปัจจัยด้วยกัน แต่สิ่งสำคัญก็คือ ผู้ร่างนโยบายและผู้รับนโยบายต้องมีความเข้าใจบริบทของสถานศึกษาอย่างถ่องแท้ ไม่ใช่มีเพียงแค่อุปกรณ์แล้วถือว่าพอเพียง
เพราะอี-เลิร์นนิ่งเป็นสิ่งที่ทั้งครูและเด็กต้องปรับเปลี่ยนพอสมควร ดังนั้น จึงเป็นภาระหนักในการทำให้กลุ่มที่เป็นผู้ใช้เห็นภาพ
และ ประโยชน์ที่ชัดเจน ไม่ใช่ว่าครูยังรู้สึกเหมือนถูกลดความสำคัญลงเมื่อมีเทคโนโลยีเข้ามา

“การนำอี-เลิร์นนิ่งมาใช้ ต้องมีความชัดเจนตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงผู้ปฏิบัติ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาในทิศทางเดียวกัน ไม่เช่นนั้นบางที่ก็จะเป็นการใช้แบบสุดโต่งหรือบางครั้งก็หยุดนิ่งอยู่ที่จุดหนึ่งแล้วบอกว่าพอแล้ว ซึ่งอันที่จริงไม่ใช่เลย” ผู้จัดการโครงการด้านการศึกษา บริษัท อินเทล กล่าว

ด้านผู้ปฏิบัติอย่าง อาจารย์สุภาพ วรรณสุทธิ์ ครูผู้สอนจากโรงเรียนบ้านสวนอุดมวิทยา จังหวัดชลบุรี ให้มุมมองอีกส่วนหนึ่งว่า
โดยส่วนตัว ใช้อี-เลิร์นนิ่งประกอบการเรียนการสอนนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ลงไปถึงชั้นประถมศึกษาในวิชาคอม
พิวเตอร์มากว่า 2 ปีแล้ว รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจและอยากให้เด็กได้สัมผัสบ้าง เพราะโดยลักษณะนิสัยของเด็กไม่ชอบสิ่งที่นิ่งๆ แต่ชอบภาพเคลื่อนไหวอยู่แล้ว

อาจารย์โรงเรียนบ้านสวนอุดมวิทยา จังหวัดชลบุรี กล่าวถึงการสนับสนุนว่า ในส่วนของโรงเรียนเองมีการส่งเสริมสนับสนุน แต่ยังมีปัญหาเรื่องงบประมาณที่กระจายไปไม่ถึงบ้าง บางครั้งหน่วยงานส่วนกลางจัดอบรม ครูทุกคนล้วนต้องการเข้ารับความรู้ แต่ติดที่เศรษฐกิจไม่พร้อม ก็ไม่สามารถเข้ามาพัฒนาตนเองได้ ดังนั้น ถ้าหน่วยงานไม่ให้การสนับสนุนในส่วนนี้คงยาก
อีกประการหนึ่ง ในแง่การกระจายความรู้ เมื่อได้รับความรู้มาก็ต้องการกระจายความรู้ต่ออยู่แล้ว แต่ถ้าคนรับไม่อยากที่จะรู้
ก็เป็นเรื่องยาก ในการเผยแพร่ ไม่รู้ว่าจะถ่ายทอดอย่างไร ส่งผลให้เกิดความแตกต่างขึ้นอีก ในจุดนี้คงต้องอาศัยเวลา

อาจารย์สุภาพ เสริมด้วยว่า นอกจากนี้ การศึกษาไทยยังมีความต่างระหว่างโรงเรียนขนาดใหญ่และขนาดเล็ก คือ โรงเรียนขนาดเล็กส่วนมากยังขาดแคลนบุคลากร บางที่ไม่มีครูผู้มีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ และบางที่ก็ไม่มีคอมพิวเตอร์เพียงพอ เหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาแทบทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหลักสูตรการเรียนการสอนทั่วไปจะยังก้าวไม่ถึงการใช้อี-เลิร์นนิ่งแต่ก็เชื่อว่าเครื่องมือดังกล่าวนี้ใช้ได้ผลกับการเรียนการสอนอย่างแน่นอน เพราะเด็กส่วนใหญ่ต้องการการเรียนรู้
ในลักษณะนี้อยู่แล้ว

การพัฒนาการเรียนการสอนโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อน คงเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เสียแล้วในปัจจุบัน เมื่อการศึกษาระดับสากลได้ก้าวล่วงหน้าไปก่อนแล้วเช่นนี้ ประกอบกับสภาวะแวดล้อมที่บีบให้คนรุ่นใหม่ต้องก้าวสู่โลก
ไร้พรมแดน อี-เลิร์นนิ่ง จึงเป็นทางเลือกอันดับต้นๆ ของวงการศึกษาไทย เพราะนอกจากจะไม่แปลกแยกกับความก้าวหน้า
ด้านต่างๆ ของสังคมยุคใหม่ ยังเป็นเทคโลยีที่พ้นช่วงเวลาตั้งไข่มาแล้ว และเป็นสิ่งที่สังคมคุ้นชินกันพอสมควร

ดังนั้น การร่วมมือกันผลักดันให้เกิดการใช้งานอย่างแพร่หลายและช่วยให้นักเรียนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงดังที่หลายโรงเรียน
ประสบความสำเร็จ มาแล้วคงไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรงกว่าที่ผ่านมาเท่าใดนัก หากทุกฝ่ายตระหนักร่วมกันว่า ยิ่งปูทางให้กำลังสำคัญของชาติเข้าถึงองค์ความรู้ได้ง่ายและเร็วเท่าไร ก็ยิ่งถือเป็นข้อได้เปรียบมากขึ้นเท่านั้น

ปาจารีย์ พวงศรี
Itdigest@thairath.co.th


กลับ